ค้นหาบล็อกนี้

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

12หาง

มาทำความรู้จัก 12หาง เริ่มจากความเป็นมา
       เมื่อ 5,000 ปีก่อน โลกได้พบกับภัยพิบัติร้ายแรงสิ่งมีชีวิตจำนวนมากล้มตายลงไป โดยเฉพาะ มนุษย์ที่หายสาบสูญไปหมดจนหมดสิ้น กระทั่งเวลาผ่านไป ธรรมชาติค่อยๆ ฟื้นตัวอีกครั้งพร้อมกับ กระแสแห่งเวทมนตร์ ได้เกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งก่อกำเนิดเทพต่างๆพลังจากการกำเนิดเทพแสงได้ บังเอิญทำให้กระรอกตัวหนึ่งมีสติปัญญาขึ้นมา เทพแสงจึงได้มอบไม้เท้าแห่งปัญญาให้กับกระรอก น้อย และขนานนามให้ใหม่ว่า เฟิร์สเทล (First Tail) เมื่อเฟิร์สเทลได้เรียนรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติในอดีต จึงตัดสินใจออกเดินทางไปตามที่ต่างๆเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น และสอนให้ทุกชีวิตอยู่ร่วม กันอย่างสันติแม้หลายครั้งเฟิร์สเทลจะต้องพบกับอุปสรรค และอันตรายมากมายแต่เจ้ากระรอกน้อย ก็ยังคงมุ่งหน้าต่อไป หลายสิบปี หลังจากการเดินทางอันยาวนาน เฟิร์สเทลก็ได้พาสัตว์ทั้งหมดกลับ มาหาเทพแสงเพื่อช่วยกันสร้างอารยธรรมสัตว์ขึ้นมาเรื่องราวการเดินทาง และความเสียสละของ เฟิร์สเทลได้กลายเป็นตำนานเล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้
      หลายร้อยปีหลังจากที่เฟิร์สเทลได้รวบรวมสัตว์หางทั้งหลายสร้างอารยธรรมสัตว์ขึ้นมา หายนะครั้งใหม่
กำลังคืบคลานเข้ามา ด้วยสัตว์ทั้งหมด นั้นเริ่มที่จะลืมสิ่งที่เฟิร์สเทลได้เคยสอนถึงความเสียสละ ความรักใคร่
สามัคคี และการอยู่ร่วมกันด้วยความปรองดอง โดยสัตว์ทั้งหลายนั้นได้แตกแยกออกเป็นฝั่งเป็นฝ่ายต่างๆ
กระจัดกระจายกันอยู่ตามเกาะต่างๆ โดยมีวัฒนธรรมและความเชื่อแตกต่างกัน เทพทั้งหมดนั้นเองก็อาศัย
อยู่ในถิ่นของตนและไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเทพตนอื่นมากนัก บางตนก็อยู่กับพวกสัตว์ บางตนก็อยู่กับ
ธรรมชาติ และบางตนก็เร่ร่อนไปเรื่อยๆ เทพแห่งแสงอัลคาเซียได้สามารถรับรู้ถึงกระแสแห่งกาลเวลา และได้
เล็งเห็นถึงภัยพิบัติครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงได้มอบหมายให้โบลดาส แม่ทัพผู้คุ้มครองเมืองแห่งแสง
คัดเลือกผู้กล้าที่มีคุณสมบัติเพียงพอให้เข้าเฝ้า เพื่อมอบภารกิจที่จะเปลี่ยนชะตาของโลกให้ ....
การที่จะป้องกันภัยพิบัติครั้งใหญ่ได้ขึ้นอยู่กับผู้กล้าทั้ง 12 และการได้รับความร่วมมือของเหล่าเทพทั้ง 6 เหล่าผู้กล้าต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ
ระหว่างการเดินทางเพื่อร้องขอความร่วมมือจากเทพตนอื่นๆ รวมถึงนินจาบั๊กที่ดักปล้นระดมนักผจญภัยระหว่างทาง และชาวบ้านต่างๆที่ประสบภัย
จากหนอนยักษ์และแมลงต่างๆ เมื่อผู้กล้าสามารถเข้าไปในเขตของเทพไฟ แล้วนั้นก็ได้รับแจ้งจากกองกำลังทหารเสือว่าเทพแห่งดินบาร์เบร็อคได้
ร่อนเร่เข้ามาในอาณาเขตของเทพไฟโดยที่ไม่ทราบจุดประสงค์ ถ้าไม่สามารถยับยั้งไว้ได้เทพแห่งดินจะทำลายแครอน และพืชผักของชาวบ้าน
เสียหายเป็นจำนวนมาก ระหว่างทางสัตว์หางทั้งหลายต้องส่งสานส์ จากเทพแห่งแสงอัลคาเซีย และโน้มน้าวให้เทพแห่งดินยุติการเดินทาง
เพื่อกลับไปพิทักษ์ป่าที่ตนอยู่ เกิดอะไรขึ้นกันแน่กับป่าแห่งทิศเหนือที่เทพดินอาศัยอยู่? …


      เหล่าผู้กล้าได้เดินทางผ่านดินแดนหิมะที่หนาวเหน็บเพื่อมุ่งสู่บัลลังก์ของเทพแห่งไฟมุราดิน ระหว่าง
ทางได้รับภารกิจจาก โบลดาสในการกำจัดพวกแมลงอพยพที่กำลังรุกรานป่า รวมทั้งต้องทะลวงป้อม
ปราการซามูไรที่ขวางเส้นทางผ่านหุบเขาหิมะ และเปิดพลังเสามานาซึ่งให้พลังค้ำจุนเมืองแห่งแสงอีกครั้ง
แต่ก่อนที่จะไปถึงเส้นทางสุดท้ายสู่บัลลังก์ของเทพแห่งไฟนั้นจำเป็นต้องผ่านการทดสอบจากอิทารุส
ผู้คุ้มกันเทพแห่งแสง และกำจัดไจแอนท์บั๊กที่แข็งแกร่งที่เฝ้าทางเข้าถ้ำลาวาอันร้อนระอุเพื่อนำสานส์
จากเทพแห่งแสงไปส่งให้เทพแห่งไฟมุราดินให้ได้ในที่สุด เทพแห่งไฟนั้นขึ้นชื่อในเรื่องความใจร้อน
แข็งกร้าว และความเก่งกาจในการสู้รบ ถึงแม้เหล่าผู้กล้าทั้งหลายจะสามารถรอดเงื้อมมือจากกองทัพแมลง
พวกเขาจะสามารถรอดจากเทพแห่งไฟได้หรือไม่ ...
 ในการเดินทางสู่เขตทะเลทรายอันเป็นที่อยู่ของเทพลมซันซัน พวกเหล่าผู้กล้าใช้ทางลัดหลังบัลลังก์
ของเทพแห่งไฟผ่านถ้ำลาวาส่วนที่ลึกที่สุด การเดินทางผ่านทะเลทรายอันเวิ้งว้างเป็นสิ่งที่ยากลำบาก
อย่างที่สุดเพราะพายุทะเลทรายที่เกิดขึ้นแบบไม่อาจคาดการณ์ได้ อีกทั้งการโจมตีจากแมลงทะเลทราย
โดยที่เหล่าผู้กล้าต้องช่วยคุ้มกันอัลปาก้าและฟาร์มกระบองเพชรจากการรุกรานของแซนด์บั๊ก และท้ายสุด
เพื่อที่จะได้รับความร่วมมือจากอัลปาก้าในการบอกทางไปสู่หุบเขาสายลมสัตว์หางทั้งหลายต้องค้นหา
กระบองเพชรสีม่วงในตำนานกลับมาให้อัลปาก้า แต่เมื่อมาถึงกลางหุบเขาสายลมซึ่งเป็นที่ประทับ
ของเทพแห่งลม ปรากฏว่าเทพแห่งลมนั้นได้หายตัวไป ....!
เหล่าผู้กล้าได้เดินทางผ่านป่าบึงพิษที่เต็มไปด้วยทากพิษเพื่อให้ไปสู่ชายหาดเพื่อเดินทางต่อไปยังพระราชวังใต้บาดาลของเทพแห่งน้ำ
การที่จะสามารถลงไปสู่ดินแดนของเทพน้ำนั้นต้องสามารถหายใจใต้น้ำได้โดยจอมเวทย์เร็กกุก็ได้เข้ามาช่วยเหลือผู้กล้าทั้งหลายให้สามารถ
หายใจใต้น้ำได้ แต่ก่อนจะสามารถไปสู่วังใต้น้ำอันเป็นที่อาศัยของเทพแห่งน้ำแอนเนโมเน่นั้นต้องผ่านสองผู้เฒ่าเต่าผู้ปกป้องพระราชวังใต้บาดาล
ซึ่งเป็นปรมาจารย์แห่งการสู้รบให้ได้ก่อน ในที่สุดเมื่อเหล่าผู้กล้าได้เดินทางใต้น้ำสู่พระราชวังก็ต้องมาโดนซุ่มโจมตีที่วิหารโบราณ รวมทั้งต้อง
ผู้คุ้มกันส่วนตัวของเทพแห่งน้ำที่เฝ้าซากเมืองโบราณที่เคยรุ่งเรือง และเป็นอารยธรรมจากหลายพันปีที่แล้ว ในที่สุดเหล่าผู้กล้าก็สามารถพบเทพแห่งน้ำ
แต่ต่างก็ต้องพบกับความผิดหวังเพราะเทพแห่งน้ำนั้นเกลียดสงครามการสู้รบเป็นอย่างมาก และไม่ยอมช่วยต่อสู้ร่วมกับเทพอื่นๆ
 


ระหว่างที่เหล่าสัตว์หางได้นำสานส์จากเทพแห่งแสงเพื่อมอบให้เหล่าเทพนั้น เมืองแห่งแสงก็ได้
เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น ด้วยความช่วยเหลือจากพวกตุ่นนักประดิษฐ์ทำให้เหล่าสัตว์สามารถกลับ
ไปสู่เมืองแห่งแสงได้ทันท่วงที แต่สิ่งที่พวกเขาได้พบนั้นก็คือความมืดได้ปกครองเมืองแห่งแสงจนมืด
มิด สัตว์หางทั้งหลายต้องร่วมมือกันต่อสู่กับกองกำลังของเทพเงาซึ่งได้บุกโจมตีเมืองแห่งแสง
เหล่าสัตว์หางต้องรีบปกป้องเสามานาที่เป็นฐานหลักของเมืองแห่งแสง นอกเหนือจากนั้นเหล่าสัตว์หาง
ยังพบว่าพวกชาวเมืองนั้นได้หายตัวไป ไม่ก็โดนครอบงำด้วยความพลังของเทพแห่งเงาแม้กระทั่ง
จอมเวทย์เร็กกุ เทพเงาต้องการสิ่งใดกันแน่! …


 หัวหน้าอินทรีอิทาลุส ผู้ซึ่งคอยสังเกตุการณ์ดินแดนรอบนอกของอาณาจักรอยู่เสมอ ได้พบกับผู้บุกรุกรูปร่างเหมือนจักรกลแปลกๆ
จึงสั่งให้เหล่าฮีโร่ลองไปตรวจสอบดูให้แน่ชัด พวกฮีโร่ได้เดินทางไปถึงแคมป์คณะนักสำรวจกลางทะเลทรายของ ดร.ลิซ่า
ดูเหมือนว่าเธอกำลังค้นคว้าเกี่ยวกับอารยธรรมเก่าแก่ของที่นี่ เครื่องจักรประหลาดที่พวกฮีโร่ตามล่าอยู่
และซากโบราณเหล่านี้จะมีความเกี่ยวข้องกันบ้างรึเปล่านะ?

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น